ความหมายของ Verb

ใส่ความเห็น

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         คือ คำกริยาเป็นการบอกอาการ หรือการกระทำ  ( action ) หรือความมีอยู่  เป็นอยู่  ( being ) หรือ สภาวะความเป็นอยู่ ( state of being )

การกระทำ

ความมีอยู่ ,เป็นอยู่

สภาวะความเป็นอยู่

ฺ็ำHe eats He is a boy. He seemed tired.
He went home She has a beautiful house. This cake tastes good.

ชนิดของ Preposition

ใส่ความเห็น

Preposition of Direction

คือ คำบุพบทบอกทิศทาง

into  =  เข้าไปข้างใน          out of  =  ออกจาก

            – He ran into the house quickly.       

             เขาวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว 

            – After a few minutes he ran out of the house.      

             หลังจากนั้นสักครู่เขาก็วิ่งออกจากบ้าน

to  =  ถึง  +  จุดหมายปลายทาง     from  =  จาก + จุดเริ่มต้น       

            – We always walk to school.     

              เราเดินไปโรงเรียนเสมอ   

            – Take this dirty dog from me.     

              เอาเจ้าหมาสกปรกออกจากฉัน    

up  =  ขึ้น        down  =  ลง

            – He walks up the hill.          

              เขาเดินขึ้นเขา  

            – She is walking down the stairs.    

               เธอกำลังเดินลงบันได

through  =  ผ่าน, ทะลุ

            – A bird flies through the window.    

              นกบินผ่านเข้าทางหน้าต่าง

Prepositon of Place

คือ คำบุพบทบอกสถานที่ ได้แก่

1. at = ที่
            1.1 ใช้บอกตำแหน่ง บริเวณ หรือจุดย่อยของสถานที่ หรือหมายถึง สถานที่ในเหตุการณ์หนึ่งที่กล่าวถึง ได้แก่

           at  home        at the hospital       at school            at the theater                  

           at my desk    at the party           at the airport     at the market

           1.2 ใช้ at กับบ้านเลขที่ , หมู่บ้าน , ตำบล เช่น

                   His house is at 48 Ladprao Road.

                   บ้านของเขาอยู่บ้านเลขที่ 48 ถนนลาดพร้าว

            1.3 at + place on a journey ( สถานที่ตามเส้นทางของการเดินทาง)

                This train stops at Lopburi.

                รถไฟขบวนนี้จอดที่ลพบุรี

  นอกจากนี้ยังมีการใช้ at ในรูปวลีต่อไปนี้

       at the top of …………..                ที่จุดสูงสุดของ………………..

       at the bottom of ………………   ที่จุดต่ำสุดของ……………….

       at the corner ( of )……………   ที่ตรงมุมของ……….., บริเวณมุมของ…………

         เช่น Gostraight on the street, then turn left at the coner.   

                    ตรงไปตามถนนแล้วเลี้ยวซ้ายที่มุมถนน

2. on = บน

              2.1 ใช้กับสิ่งที่อยู่บนพื้นผิว ( on a surface )  ของวัตถุหรือสถานที่ต่างๆ

               on the table ( บนโต๊ะ )          on the wall ( บนผนัง )      on the book ( บนหนังสือ )

             2.2 ใช้กับชื่อถนน

               His office is on Silom Road. ที่ทำงานของเขาอยู่บนถนนสีลม

             2.3 on + floor ( ชั้นของอาคาร )

                    on the first floor                 = บนชั้นที่ 1

                    on the second floor          = บนชั้นที่ 2

                    on the third floor              = บนชั้นที่ 3

        สำนวนที่ควรทราบ

                    on the beach               = บนชายหาด

                    on the right / left      = ทางขวามือ / ทางซ้ายมือ

                    on page                         = ที่หน้า ( หนังสือ )

                    on the platform         = ที่ชานชาลาสถานีรถไฟ

                    on the coast                = ชายฝั่ง

                    on the bank of …………     = บนฝั่ง / ตลิ่งของ + ชื่อแม่น้ำ , ลำคลอง

3. in = ใน

              3.1 เราใช้ in เมื่อเราพูดถึงภายในสถานที่นั้น โดยมีอย่างน้อย 3 ด้าน ล้อมรอบสิ่งนั้นอยู่

               in a jug ( ในเหยือก )           in the cage ( ในกรง )             in the basket ( ในตะกร้า )

              3.2 ใช้กับทิศทาง เช่น

                     in the north  ทางทิศเหนือ               in the south ทางทิศใต้

                     in the east    ทางทิศตะวันออก          in the west   ทางทิศตะวันตก

              3.3 ใช้กับสถานที่ใหญ่ๆ ได้แก่ เมือง จังหวัด รัฐ ประเทศ ทวีป เช่น

                     in Bangkok , in London , in Texas , in America , in Asia

         สำนวนที่ใช้ in

                    in front of                              = ข้างหน้า      

                    in a book / newspaper     = ในหนังสือ / หนังสือพิมพ์

                    in the field / garden          = ในทุ่งนา / ในสวน      

                    in the country                     = ในชนบท

                    in the middle of                   = ในจุดกึ่งกลาง , ตรงกลางของ

                    in bed                                      = อยู่บนเตียง

Preposition of  Time

คือ คำบุพบทบอกเวลา ได้แก่

         1. at ใช้กับจุดย่อยของเวลา,เวลาตามนาฬิกา,และช่วงเทศกาลประจำปี ได้แก่

            at dawn         ตอนรุ่งเช้า          at noon         ตอนเที่ยง

            at night         ตอนกลางคืน      at six o’clock  ตอน 6 โมง

            at New Year   ตอนปีใหม่          at Christmas    ตอนช่วงคริสต์มาส

            at midnight     ตอนเที่ยงคืน      at the moment   ขณะนี้

         2. on ใช้กับวัน ( ซึ่งอาจมีเดือน พ.ศ. ด้วย ) ช่วงเวลา , วันสำคัญต่างๆ ได้แก่

              on Monday                       On Sunday night

              on November 12 th ( on the twelfth of November )

              on New Year’s Day             on Christmas Day        

              on Songkran’s Day   วันสงกรานต์

         3. in ใช้กับช่วงเวลาของวัน, เดือน, ปี, ค.ศ., ศตวรรษ, ฤดู  

    in the morning          in the afternoon      in the evening

    in June                        in 1996                          in nineteenteh century

    in summer/ in winter/ in autumn/ in spring  มี article ‘the’ นำหน้าก็ได้

            นอกจากนี้ in ยังใช้กับ การบอกกำหนดช่วงเวลาล่วงหน้า, ภายในเวลา เช่น

                I can read this book in 2 hours. ฉันสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง

                Ask me again in two or three days, please. โปรดถามฉันอีกครั้งในอีกสองสามวัน

               หมายเหตุ : สำนวน in time = ทันเวลา   แต่  on time  =  ตรงเวลา

          4.  คำบุพบทอื่นๆที่ใช้บอกเวลา   ได้แก่   

           during   =   ระหว่างเวลา, ตลอดระยะเวลา ค.ศ.,พ.ศ. เช่น  during 1956  =  ระหว่างปี ค.ศ. 1956 หรือ

           the/this/that + เวลา  เช่น  during the night = ตลอดคืนนั้น

         – My father and my mother will to to Pataya during holiday.  

           คุณพ่อคุณแม่ของฉันจะไปพัทยาในช่วงวันหยุด

        since     ตั้งแต่ (จุดเริ่มต้นของเวลา)

        for         =  เป็นเวลา (ช่วงเวลา/ระยะเวลา)

        till/until  =  จนกระทั่งอาจใช้ในรูป from…till/until

        – I waited for you until six o’clock, but you didn’t come.

          ผมคอยคุณจนกระทั่ง 6 โมง แต่คุณไม่มา

        – We usually do our homework from 7 o’clock until 9.  

          โดยปกติเราจะทำการบ้านตั้งแต่ 1 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม

ในกรณีใช้ from…til/until เราสามารถใช้ form…to แทนได้

           before  =  ก่อน         after   =  หลัง

            – Ladda went home after she had finished her work.      

              ลัดดากลับบ้านหลังจากเธอทำงานเสร็จ

            – You must send your report before 9 o’clock.                

              เธอต้องส่งรายงานก่อน 3 โมง

                  

วิธีการใช้ adverb

ใส่ความเห็น

1. Adverb of manner

+ ถ้าประโยคไม่มีกรรมให้วางหลังกริยา เช่น They walk slowly.

+ ถ้าประโยคนั้นมีกรรม ให้วางหลังกรรม เช่น I can speak Japanese well.

+ Adverb of Manner ที่ลงท้ายด้วย -ly หรือเป็นคำที่แสดงความเห็นของผู้พูดเกี่ยวกับการกระทำนั้น ส่วนใหญ่นิยมวางไว้ในประโยค เช่น I have carefully considered all of the possibilities.

+ Adverbs of Manner อาจจะวางไว้หน้าประโยคได้เมื่อต้องการเน้น Adverb นั้น เช่น

Patiently, we waited for the show to begin.

+ ประโยคอุทานที่ขึ้นต้นด้วย How ให้วาง Adverbs of Manner ไว้หลัง How เช่น

How quickly the time passes!

+ ในประโยค passive voice ถ้ามี Adverb of Manner มาขยาย ให้วางไว้หน้ากริยาช่อง 3 เสมอ

เช่น The report was well written.

+ แต่ในกรณีที่ต้องการเน้น สามารถนำมาไว้หน้าประโยคได้ เช่น As quickly as we could, we finished the work.

2. Adverb of place

+ ตำแหน่งของ Adverb of Place ปกติจะวางท้ายประโยคหลังกริยาหลัก ( main verb ) หรือหลังกรรม ( object ) และไม่มีคำอื่นต่อท้าย เช่น

The students are walking home.

3. Adverb of time

+ Adverb ที่บอกว่าเกิดเมื่อใด ( When ) ส่วนมากจะนิยมวางท้ายประโยค เช่น

I ‘m going to tidy my room tomorrow.

+ Adverb of time ส่วนมากจะวางไว้ในกลางประโยคไม่ได้ ยกเว้น now, once, และ then เช่น It is now time to leave.

+ Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหน ( how often ) เป็นการแสดงความถี่ของการกระทำ ส่วนมากวางหน้ากริยาหลัก ( main verb ) แต่หลังกริยาช่วย ( auxiliary verbs ) เช่น be, have, may, must

I often eat vegetarian food.

+ Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหนซึ่งระบุจำนวนเวลาของการกระทำที่แน่นอน ส่วนมากจะวางท้ายประโยค เช่น This magazine is published monthly.

+ Adverb ที่สามารถวางท้ายประโยค หรือวางหน้ากริยาหลัก เช่น frequently,generally, normally, occasionally,often, regularly, sometimes, usually เช่น She regularly visits France.

4. Adverb of degree
+ ตำแหน่งของ Adverbs of Degree ส่วนใหญ่วางหน้าคำที่มันขยาย มักจะขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง และวางหน้า main verb หรือระหว่างกริยาช่วย ( auxiliary verb )กับ main verb เช่น The water was extremely cold.

หลักการสร้าง Adverb

ใส่ความเห็น

1. Adverb ส่วนมากเกิดจากคำการเติม –ly ท้าย adjective

careful -> carefully
quick -> quickly

โดยหลักการเติม –ly มีดังนี้
a) คำที่ลงท้ายด้วย –e ให้เติม –ly ได้เลย เช่น

extreme -> extremely

ยกเว้น คำเหล่านี้ที่เปลี่ยนทั้งรูปได้แก่ true -> truly, due -> duly, whole -> wholly

b) คำที่ลงท้ายด้วย –le (-able, -ible) ให้เติม –ly เช่น

comfortable -> comfortablely
c) คำที่ลงท้ายด้วย –y เปลี่ยน –y เป็น –i และเติม –ly เช่น

happy -> happily

d) คำที่ลงท้ายด้วย (สระ+l) ให้เติม –ly เช่น

beautiful -> beautilfully

e) นอกจากกฎเกณฑ์ที่ลงท้ายตามข้อ 1-2 แล้ว เมื่อต้องการให้เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ให้เติม ly ปัจจัยได้เลย ไม่ต้องลังเลใจให้เสียเวลา

2. Adverb บางคำขึ้นต้นด้วย a-
เช่น a+go = ago, a+broad = abroad, a+new = anew, a+part = apart, a+side = aside

3. Adverb บางชนิดเติม –wise หรือ –ward

เช่น forwards, backwards

4. มีรูปของตนเองมาโดยกำเนิด จะต่อเติมหรือตัดออกแม้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ได้ ได้แก่คำว่า here,there,hard,always,well,lften,too,ver,early, seldom,etc.

5.Adverb บางคำเป็นรูปเดียวกับ Adjective

มี Adverb อยู่บางตัวซึ่งมีรูปเช่นเดียวกันกับ Adjective

คำต่อไปนี้เป็นได้ทั้ง Adjective และ Adverb

สุดท้ายแต่วิธีใช้ หรือตำแหน่งวางไว้ในประโยคของมันได้แก่

table update coming soon…)

คำทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้านำไปใช้โดยวางไว้หน้านามหรือหลัง Ber to be, taste, feel, smell, etc. ทำหน้าที่ เป็น Adjective แต่ถ้านำไปใช้โดยวางไว้หลังกริยาทั่ว ๆ ไป นอกจาก

Verb to do ฯลฯ ตามที่กล่าวมาแล้ว ทำหน้าที่เป็น Adverb

ชนิดของ Adverb

ใส่ความเห็น

1. Adverb of manner (กริยาวิเศษณ์บอกกริยาอาการ)
adverb ที่บอกว่าการกระทำนั้นได้กระทำในลักษณะอาการอย่างไร ( How ) ส่วนมากจะเป็น adverb ที่ลงท้ายคำด้วย -ly ของคำคุณศัพท์
เช่น quickly, happily, bravely, hard, fast, well

2. Adverb of place (กริยาวิเศษณ์บอกสถานที่)
adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นที่ไหน หรือ การเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนัง ( Where )
เช่น here, there, everywhere, up, down, near, abroad, above

3. Adverb of time (กริยาวิเศษณ์บอกเวลา)
adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดเมื่อใด ( when ) เป็นเวลานานแค่ไหน ( for how long ) และบ่อยแค่ไหน ( how often )
เช่น When = today, yesterday, later,now, last year, after, soon, before, sometime, For how long = all day, not long, for a while, since last year, temporarily, briefly, from……to, till, until ( บางตำราแยกเป็น Adverbs of Duration [กริยาวิเศษณ์บอกระยะที่ดำเนินการมา] )
How often = sometimes , frequently, never, often, always, monthly ( บางตำราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of Frequency [กริยาวิเศษณ์บอกความสม่ำเสมอ] )

4. Adverb of degree
เป็นกริยาวิเศษณ์ที่ส่วนใหญ่ไปขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง เพื่อบอกระดับหรือปริมาณความมากน้อย คำที่พบบ่อยๆ (How much) ( บางตำราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of quantity [กริยาวิเศษณ์บอกปริมาณมากหรือน้อย] )
ได้แก่
เช่น very, fairly, rather, quite, too, hardly

5. Adverb of Affirmation or Negation คือ กริยาวิเศษณ์บอกการรับหรือปฏิเสธ
เช่น yes, no, not, not at all, of course, actually

*6. Conjunctive Adverbs เป็นกริยาวิเศษณ์ที่ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมอนุประโยค (independent clause) ในประโยค โดยมีข้อความของอนุประโยคหน้าและอนุประโยคหลังเชื่อมโยงกัน เช่นคำต่อไปนี้

เช่น next, finally, also, anyway, besides, still

*7. Interrogative Adverbs (บางตำราก็เขียนไว้ว่า Adverb of Interrogative) กริยาวิเศษณ์นำในประโยคคำถาม ได้แก่คำดังต่อไปนี้

เช่น why, where, how, when, which, who

*8. Relative Adverbs เป็นคำกริยาวิเศษณ์นำหน้า relative clause ได้แก่คำ when, where, why แทนคำ preposition + which

ความหมายของ Adverb

ใส่ความเห็น

คือ คำกริยาวิเศษณ์ ทำหน้าที่ขยายคำกริยา, คำคุณศัพท์, และคำกริยาวิเศษณ์ตัวอื่นๆ

Types of Verb (ชนิดของ Verb)

ใส่ความเห็น

การจำแนกชนิดของคำกริยา  มีการแบ่งไว้หลายวิธีสุดแต่จะคำนึงอะไรเป็นหลัก เช่น

1. แบ่งตามหน้าที่โดยยึดเป็นกรรม  ( Object ) เป็นเกณฑ์มี 2 ชนิด

  • Transitive Verbs  ( สกรรมกริยา )  คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารับ  เช่น 
    He bought a book. ( a book เป็นกรรม )
  • Intransitive Verbs ( อกรรมกริยา ) คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรม    เช่น 
    He arrived late.

2. แบ่งตามหน้าที่ เป็นคำกริยาหลัก (Main Verbs) และคำกริยาช่วย ( Auxiliary Verbs )

  • Main Verbs  ( คำกริยาหลัก) เป็นคำกริยาที่ทำหน้าที่ได้อย่างอิสระในประโยค  เช่น 
    He went to Australia last year.
  • Auxiliary Verbs ( คำกริยาช่วย ) ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาหลัก  เช่น
    He has gone to Australia.

3. แบ่งตามหน้าที่เป็นคำกริยาแท้ ( Finite Verbs) และกริยาไม่แท้ ( Non-finite Verbs)

  • Finite Verbs  ( คำกริยาแท้ ) ทำหน้าที่แสดงกริยาอาการที่แท้จริงของประธานในประโยคมีการเปลี่ยนรูปไปตามSubject , Tense, Voice และ Mood เช่น 
  Subject
I go to school every day
He goes to school every day
They go to school every day
Tense
He goes to school every day
He went to school  yesterday
He’s going to school tomorrow
     
  Voice
Someone killed the snake. ( Active )
The snake was killed . ( Passive )
Mood
I recommend that he see a doctor.
    (ไม่ใช่ he sees )
If I were you ,I would not do it.
    ( ไม่ใช่ I was )
  • Non-finite Verbs  ( คำกริยาไม่แท้ )หรือ Verbal  เป็นคำที่มีรูปจากคำกริยาแต่ไม่ได้ทำหน้าที่คำกริยาแท้ มี 3  รูปคือ
a. Infinitives  เป็นคำกริยาที่อยู่ในรูปกริยาช่องที่ 1 นำหน้าด้วย to ทำหน้าที่ noun , adjective  และ adverb He lacked the strength to resist.
     ( to resist ทำหน้าที่ adjective)
  We must study to learn.
     ( to learn ทำหน้าที่ adverb)b. Gerunds    เป็นคำกริยาเติม ing  ทำหน้าที่เป็นคำนาม ( noun ) เช่น

They do not appreciate my singing.
   พวกเขาไม่ชอบการร้องเพลงของฉัน  ( singing  เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรม )
I like swimming.
  ฉันชอบว่ายน้ำ.  ( swimming  เป็นกรรมของ like )

c. Participles  คำกริยาที่เติม ing  หรือ กริยาช่องที่ 3   ที่ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ ( Adjective )  มี 2 รูปแบบคือ

* Present Participles   เป็นคำกริยาที่เติม ing  เช่น
  The crying baby had a wet diaper.
     เด็กที่ร้องอยู่นั้นผ้าอ้อมเปียก  ( crying เป็นคำคุณศัพท์ขยาย baby )

* Past Participles  เป็นคำกริยาช่องที่3  เช่น
  The broken bottle is on the floor.

4. แบ่งตามโครงสร้างโดยยึดการเปลี่ยนรูปของคำ  ( conjugation ) ได้แก่

  • Regular Verbs ( คำกริยาปกติ )  เป็นคำกริยาที่เติม ed เมื่อเป็น past และ past participle เช่น
 
walk walked walked
stop stopped stopped
work worked worked

 

  • Irregular Verbs ( คำกริยาอปกติ ) เป็นคำกริยาที่มีรูป past และ past participle ต่างไปจากรูปเดิมหรือคงรูปเดิม เช่น
 
send sent sent
go went gone
see saw seen

 

Older Entries